ในภาวะที่ฝุ่น PM 2.5 กระจายอยู่ทั่วเมือง เรารู้สึกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มันเหมือนโลกกำลังส่งเสียงบอกเราว่า ‘ถ้าธรรมชาติอยู่ไม่ได้ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้’

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าโลกเกิดมหันตภัยร้ายแรงทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่จังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีพ.ศ. 2554 ซึ่งมันได้ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ จนมีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาปนเปื้อนในน้ำและถูกปล่อยลงมหาสมุทร ส่งผลต่อชีวิตสัตว์น้ำและมนุษย์

ฟุกุชิมะเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเสียงเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงาม อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ และปราสาทสูงตระหง่าน แต่จากเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้น ฟุกุชิมะกลายเป็นเมืองร้างไปพักหนึ่ง เพราะผู้คนต่างหวาดกลัวถึงสารเคมีที่ปนเปื้อนและอพยพหนีออกนอกเมืองไปเป็นแสนคน จนกระทั่งต้องมีการฟื้นฟูครั้งใหญ่เพื่อให้เมืองกลับคืนสภาพ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวเมือง รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่น

วันนี้ฟุกุชิมะกลับมา ‘มีชีวิต’ อีกครั้ง ซึ่งเราได้รับคำยืนยันนั้นจากช่างภาพชาวไทยผู้ที่เดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของที่นี่ด้วยตัวเอง

ติ้ว – วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เมื่อปีพ.ศ. 2553 เขาได้รับเชิญให้เดินทางไปยังฟุกุชิมะทั้ง 4 ฤดู และบันทึกความงามของที่นั่นไว้ผ่านเลนส์กล้อง ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างจากที่คนทั่วไปเคยเห็น ไม่มีร่องรอยของภัยธรรมชาติหลงเหลืออยู่เลย มีแต่ความงามที่แตกต่างกันไปตามฤดูกาล และตอนนี้ภาพเหล่านั้นก็ได้นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการอยู่ที่ชั้น 1 ของหอศิลปกรุงเทพฯ

“บางครั้งเราไปในสถานที่เดียวกัน แต่พอต่างฤดู อารมณ์ความรู้สึกมันก็ต่างกันไปเลย อย่างส่วนตัว ปกติเวลาเดินทาง พี่จะชอบฤดูใบไม้ร่วง เพราะอากาศมันไม่เย็นเกินไป ไม่ร้อนเกินไป มีสีสันธรรมชาติ ไม่เฉพาะญี่ปุ่นนะ แม้กระทั่งเวลามีโอกาสกลับไปเยอรมัน ก็พยายามเลือกฤดูใบไม้ร่วงเสมอๆ อยู่แล้ว อาจจะเป็นเรื่องของความทรงจำก็ได้ที่ทำ ให้เราชอบ” พี่ติ้วเจียดเวลาอันยุ่งเหยิงในช่วงก่อนพิธีเปิดนิทรรศการเริ่ม เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา พาเราเดินชมภาพถ่ายชุดนี้

เราเคยได้ยินชื่อเสียงของทะเลสาบสีเขียวมรกต (อุระบันได) ปราสาทหิมะ ร้านโซบะชื่อดังที่ใช้ต้นหอมแทนตะเกียบ กับบ้านเมืองสไตล์ย้อนยุค พี่ติ้วไปได้เยือนไหม “พี่แทบจะไม่ได้ไปในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเขาไปกัน แทบไม่เจอนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยเลย ทางญี่ปุ่นเขาพยายามนำเสนอสถานที่ใหม่ที่แตกต่างที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองบางคนก็ยังไม่รู้จัก อย่างภูเขาที่ไปปีนเนี่ย ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ถามว่านานไหม นาน แต่ทิวทัศน์ระหว่างการเดินเขา หรือแม้แต่ตอนขึ้นไปถึงจุดสุดยอดของภูเขาแล้วมันโอ้โห คุ้มค่ามากกับการฝ่าความยากลำบากมา” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตื่นเต้นอยู่

“ธรรมชาติที่นี่สวยนะ แต่สิ่งที่ประทับใจจริงๆ กลับเป็นเรื่องของการได้เห็นความตั้งใจของคนเยอะแยะมากมายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อชุมชน หลายๆ พื้นที่ของฟุกุชิมะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสึนามิจริงๆ แต่เขาพยายามฟื้นฟู ไม่ใช่แค่ให้กลับคืนสภาพ แต่ดีกว่าเก่าด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นความสวยงามนะ เป็นความสุขนะ คือมันผ่านเหตุการณ์มา แต่คนก็ไม่ได้ท้อถอย คนในชุมชนเป็นเหมือนจิ๊กซอว์หรือฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ และคนมักคิดว่าไม่สำคัญ เรามักคิดว่าเราต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ที่จริงแล้วทุกคนสามารถทำสิ่งเล็กๆ ที่สามารถเริ่มทำได้ด้วยตัวเอง แล้วจุดนี้กลับกลายเป็นความยิ่งใหญ่เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมาประกอบกัน กลายเป็นภาพรวมของชุมชนหรือจังหวัดของเขา แรงบันดาลใจเหล่านี้ ผมอยากให้คนในราชบุรีได้เห็น และอยากจะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดเป็นภาพรวมที่สวยงามของราชบุรีต่อไปในอนาคต”

แสดงว่าคนทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ได้ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่บางทีอาจไม่จำเป็นต้องนั่งรอนโยบายจากรัฐบาล หรือรอให้คนอื่นเริ่มทำจึงจะเริ่มทำด้วย แต่เราเริ่มทำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแยกขยะ หรือลดการใช้พลาสติก

 “ผู้คนไปรอคาดหวังว่าจะต้องไปสถานที่ตามโปสการ์ด หรือที่นั่นที่นี่ มันถึงจะสวยงาม แต่จริงๆ แล้วถ้าเราสังเกตรอบตัวเรา รอบๆ หมู่บ้านของเรา รอบๆ บ้านเรา มันคือธรรมชาติทั้งสิ้น ทุกอย่างมีความสวยงามในตัวมันเอง แต่พอเราคุ้นชิน เราเลยไม่ให้ความสำคัญ แล้วก็มองไม่เห็นค่า ไม่ดูแล ไม่ระวัง เราอาจจะเริ่มจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเราก่อนก็ได้ เราไปชื่นชมสิ่งที่ประเทศอื่นเขามี ทำไมคนนั้นเขารักษาแบบนั้นแบบนี้ เราไปถึงที่นู่น เข้าเมืองตาหลิ่ว เราหลิ่วตาตาม แต่พอกลับมาอยู่บ้านเราปุ๊บ เรากลับใช้ความคุ้นเคยในการทำบางอย่างที่คุ้นเคย จนเราหลงลืมไปว่าสุดท้ายสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามันก็คือธรรมชาติเหมือนกัน อย่าให้คำพูดของคนคนหนึ่งที่พี่เคยฟังมา ซึ่งพี่ไม่เคยตัดสินว่ามันถูกหรือผิดนะ เขาพูดว่า ‘มนุษย์คือสิ่งที่ผิดพลาดอย่างเดียวของธรรมชาติ’ อย่าให้มันเป็นแบบนั้นเลย

“การเดินทางทำให้เราได้เห็นอะไรมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น และได้เห็นความจริงบางอย่างมากขึ้น คือความจริงของชีวิตเรา กับความจริงของสิ่งที่เราเห็นมา มันอาจจะไม่เหมือนกัน สุดท้ายแล้วเราต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือความจริงที่แตกต่างกัน เราต้องยอมรับซึ่งกันและกันให้ได้แค่นั้นเอง ความแตกต่างมันคือความสวยงามในโลกใบนี้ด้วยซ้ำไป”

นิทรรศการภาพถ่าย Fukushima โดยวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ จัดแสดงที่ชั้น 1 และชั้น L หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC) ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 2 ก.พ. 2563

Travel Tips

การเดินทางไปฟุกุชิมะ ภูมิภาค โทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น

– จากโตเกียวสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็น จากสถานี Tokyo หรือ Ueno โดยซื้อ JR East Pass (Tohoku area) นั่งต่อเดียวไปลงสถานี Fukushima ใช้เวลาประมาณ 90 นาที แต่สำหรับคนที่เริ่มเดินทางตั้งแต่สนามบินนาริตะ ต้องนั่งรถไฟ Narita Express (N’EX) เข้าเมืองมาต่อชินคันเซ็น Yamabiko มาลงที่สถานี Fukushima เช่นกัน

– จากเซนได (ใกล้ฟุกุชิมะมากกว่าฝั่งโตเกียว) สามารถเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซ็นไปถึงฟุกุชิมะได้ภายใน 20-30 นาทีเท่านั้น ราคาอยู่ที่ 3,160 เยน/เที่ยว แต่หากเป็นรถไฟธรรมดา ค่าโดยสารจะถูกลงมาเหลือเพียง 1,320 เยน/เที่ยว ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 80 นาที

– สำหรับคนที่ต้องการประหยัด เส้นทางเซนได-ฟุกุชิมะ ก็ยังมีรถบัสเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ราคาประมาณ 2,700-7,000 เยนต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับรูปแบบและสิ่งอำนวยความสะดวกบนรถ

Avatar
อัญวรรณ ทองบุญรอด นักเขียน/นักดนตรี เจ้าของผลงานหนังสือ 'เวียนนา ลาทีโด' นอกจากเล่นเชลโลแล้ว ยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ มิวเซียม ตลาดของเก่า ร้านกาแฟ และเมืองที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่คือสถานที่ที่เธอชอบไป