เมื่อพูดถึงภาพอีโรติกสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของกุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นผลงานที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่หลังจากที่เรารู้เบื้องหลังที่มาของภาพๆ หนึ่งของคลิมท์ มันดึงให้เราสนใจงานของเขามากไปกว่านั้น

นิทรรศการมัลติมีเดียนำเสนองานศิลปะแบบอาร์ต นูโวจาก 3 ศิลปินมาสเตอร์แห่งยุค จัดที่ MODA, River City Bangkok
The Portrait of Adele Bloch-Bauer I โดย Gustav Klimt , 1907

 ภาพ The Portrait of Adele Bloch-Bauer ที่วาดออกมาหลายชิ้น แต่ทุกชิ้นเป็นพอร์เทรตของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนักอุตสาหกรรมชาวเวียนนา ชื่อว่าเฟอร์ดินันด์ บลอช เขาคนนี้เองคือผู้ว่าจ้างคลิมท์ให้วาดรูปภรรยาของตัวเอง สาเหตุคือเขารู้ว่าทั้งสองคนเล่นชู้กันอยู่ และเขาต้องการให้กระบวนการอันยาวนานของการวาดรูปนี้ทำให้ทั้งตัวแบบและคนวาดเบื่อหน่ายกัน ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะได้ผล เพราะสุดท้ายแล้วเฟอร์ดินันด์กับภรรยาก็ไม่เลิกกัน

และภาพนั้นกลายเป็นหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซแห่งศิลปะยุคอาร์ต นูโว ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุด

Judith and the Head of Holofernes, Gustav Klimt, 1901

ภาพนี้รวมถึงภาพอื่นๆ ของคลิมท์ชวนให้เราเริ่มศึกษาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเลยว่าอาร์ต นูโว เป็นแบบไหน และเราพบว่ามันน่าสนใจมาก เนื่องจากมันแฝงไปด้วยอารมณ์เยอะมากในแต่ละภาพ ส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นรูปผู้หญิงหรือแสดงความเป็นผู้หญิงก็จะมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ มีลายเส้นคดโค้ง อ่อนช้อย รุ่มรวยรายละเอียด

The Kiss, Gustav Klimt, 1907-1908

มันเป็นแนวทางของศิลปะยุคใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 19 (ตั้งแต่ปี 1890-1910) ที่เพิ่งจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ผู้ชายใส่ใจเรื่องการทำงานและเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้หญิงเริ่มมีบทบาททางสังคม แสดงความเป็นตัวตนได้มากขึ้นผ่านการพูด การแต่งตัว และการออกมาทำงานนอกบ้านหาเลี้ยงตัวเอง ถ้าหากนึกภาพไม่ออก มันคือช่วงเดียวกับยุควิกตอเรียนที่แฟชั่นกำลังเบ่งบาน และผู้หญิงก็แต่งตัวโชว์สัดส่วนของตัวเองได้มากขึ้น เพื่อแสดงความงามทางฟิกเกอร์ที่เป็นเสน่ห์ของผู้หญิง

จิตรกรรมฝาผนังในห้องรับประทานอาหารของพระราชวังสต็อกคเล็ต
Left: The Expectation, Stoclet frieze, Gustav Klimt , 1909
Right: The Embrace, Stoclet frieze, Gustav Klimt , 1909

อาร์ต นูโว ไม่ได้จบแค่บนผืนผ้าใบ แต่ยังต่อยอดไปถึงงานโปสเตอร์โฆษณา งานภาพประกอบในนิตยสาร งานออกแบบเครื่องประดับ และที่โดดเด่นมากๆ เลยก็คือสถาปัตยกรรม อย่างที่เราเห็นประตูในหลายๆ ประเทศของยุโรป จะมีรายละเอียด ตกแต่งด้วยดอกไม้เถาวัลย์หรือแม้แต่รูปสัตว์ต่างๆ ดูหรูหรา และเปี่ยมไปด้วยสุนทรียะ เช่นเดียวกับงานของคลิมท์ซึ่งอยู่บนแนวคิดความรู้สึกเหล่านี้ เขาก็ยังได้รับการว่าจ้างให้ทำออกมาเป็นงานจิตรกรรมฝาผนังในห้องรับประทานอาหารของพระราชวังสต็อกคเล็ตอีกด้วย

Sarah Bernhardt, Alphonse Mucha, 1896

ในขณะที่งานของอัลโฟนส์ มูคา (Alphonse Mucha) ศิลปินมาสเตอร์อีกคนแห่งยุคอาร์ต นูโว เขามักนำเสนอภาพลักษณ์ผู้หญิงสมัยใหม่ลงไปในงานโฆษณา แม้จะเป็นงานคอมเมอร์เชียล ตอบโจทย์แบรนด์และโปรดักต์ แต่ภาพที่เขาหยิบยกมานำเสนอกลับแฝงไปด้วยแนวคิดเชิงศิลปะที่ล้ำลึก สะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งในความรู้สึกของมูคานั้น เขาเชิดชูความเป็นผู้หญิง (Femininity) ในฐานะสิ่งที่เยียวยาโลกของผู้ชายซึ่งกำลังเต็มไปด้วยการเข้ามาของอุตสาหกรรมที่มากเกินไป รวมไปถึงความรู้สึกไร้ตัวตน

Alphonse Mucha – Fruit 1897
The Trappistine, Alphonse Mucha, 1897

ไม่ต่างกับออเบรย์ เบียร์ดสลีย์ (Aubrey Beardsley) ซึ่งทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบให้กับนิตยสารหลายๆ เล่มในยุคนั้น และเขาก็ยังทำงานวาดโปสเตอร์โฆษณาเหมือนกัน เส้นสายของเขาสื่อถึงอารมณ์อันละเอียดอ่อน มีการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ และบอกเล่าเรื่องราวแรงๆ จนหลายภาพต้องทำออกมาสองเวอร์ชั่น คือแบบดั้งเดิมและแบบที่ถูกเซ็นเซอร์

โดยเฉพาะพวกภาพอีโรติก ภาพเปลือย ที่สังคมยุควิกตอเรียนมองว่าเป็นสิ่งยั่วยุ มีหลายภาพที่ก็ได้รับการโจมตีจากนักวิจารณ์แบบเสียๆ หายๆ แต่เขาไม่สนใจเลย ถึงขั้นที่ว่าครั้งหนึ่งเคยถูกปลดออกจากนิตยสารที่เขาทำงานเป็นบรรณาธิการศิลปะอยู่ แต่เขากลับบอกว่าผลงานที่เขาทำออกไปมันเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจและเขาไม่เสียใจแม้แต่นิดเดียว

Frontispiece for The Yellow Book, Aubrey Beardsley, 1894

 เป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับคนไทยที่ตอนนี้เรามีการจัดแสดงงานศิลปะแบบอาร์ต นูโว ให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิด แถมเป็นนิทรรศการแบบมัลติมีเดียที่ทำให้การเสพศิลปะไม่น่าเบื่อ ด้วยการขนเอาภาพของสามศิลปินระดับมาสเตอร์แห่งยุคกว่า 500 ภาพมาจัดฉายลงไปบนโปรเจ็กเตอร์ในห้องต่างๆ ทั้งบนกำแพงและบนพื้น โดยมีเพลงประกอบเพื่อสื่ออารมณ์ของแต่ละชุดงานได้มากขึ้น

บรรยากาศภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการ Something Nouveau. Klimt, Mucha, Beardsley ที่ MODA, River City Bangkok

ต้องบอกว่างานของเบียร์ดสลีย์นั้นจะทำให้เราสนุกมากกับการจัดแสดงงานด้วยวิธีนี้ เพราะเขาเป็นจิตรกรที่สนใจเรื่องของดนตรีและวรรณคดีเป็นอย่างมาก จึงมีงานหลายๆ ชิ้นของเขาที่เป็นภาพประกอบที่วาดให้เหล่าคีตกวีระดับโลกอย่างวากเนอร์ โชแปง ดอสโตเยฟสกี อลัน โพ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าการดูภาพของเบียร์ดสลีย์ไปพร้อมกับฟังเพลงคลาสสิกเหล่านี้ มันช่วยเปิดการรับรู้ให้เราเข้าใจ ‘อาร์ต นูโว’ ได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น

นิทรรศการนี้มีชื่อว่า ‘Something Nouveau. Klimt, Mucha, Beardsley’ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม  – 16 เมษายน 2020 ที่ MODA พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแห่งแรกของกรุงเทพฯ ที่ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก บัตรเข้าชมราคา 350 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 250 บาท สำหรับผู้อาวุโสและนักเรียน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.rivercitybangkok.com

Avatar
อัญวรรณ ทองบุญรอด นักเขียน/นักดนตรี เจ้าของผลงานหนังสือ 'เวียนนา ลาทีโด' นอกจากเล่นเชลโลแล้ว ยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ มิวเซียม ตลาดของเก่า ร้านกาแฟ และเมืองที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่คือสถานที่ที่เธอชอบไป

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here