Photo: Anantara Golden Triangle

การไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ทำให้เกิดพื้นที่ที่เรียกว่า ‘สบรวก’ ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นรอยต่อของไทย พม่า และลาว เกิดเป็นการบรรจบกันของสามวัฒนธรรมและหลากหลายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ในอดีต สามเหลี่ยมทองคำ คือแหล่งผลิตและลำเลียงยาเสพติดแห่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ชมวิวทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากทางภาคเหนือของไทย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างก็ชอบมาเที่ยวแถวนี้ เพื่อสัมผัสแสงอาทิตย์ยามเช้า สายหมอก แม่น้ำ และภูเขาสูง เสน่ห์อยู่ตรงที่แม้เราจะยืนอยู่จุดเดียว แต่สายตาก็สามารถนำพาให้เรามองเห็นฝั่งประเทศอื่นได้อย่างใกล้ๆ

ทางเดินไปห้องพัก

Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort ตั้งอยู่อย่างเป็นสง่าบนพื้นที่แห่งนี้ รถของโรงแรมมารับเราที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงที่นี่ได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ภายในพื้นที่ออกแบบในสไตล์ร่วมสมัยแต่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างความเป็นล้านนา พุทธศาสนา ประดับตกแต่งด้วยงานไม้และงานศิลปะ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เนื้อที่ทั้งหมดกว่า 1,200 ไร่ แบ่งเป็นส่วนของรีสอร์ทและแคมป์ช้าง โดยมีห้องพัก 77 ห้องที่ออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลกอย่าง จอห์น โลด์บอดี้ แบ่งออกเป็น Deluxe Three Country View Rooms ห้องดีลักซ์ขนาดใหญ่ มีระเบียงมองเห็นวิวทั้ง 3 ประเทศ, Anantara Suites ห้องสวีทตกแต่งแบบล้านนา ให้ความโรแมนติกและผ่อนคลาย และ Anantara Three Country View Suites มี 13 ห้อง สงบเงียบด้วยวิวขุนเขา มีระเบียงแบบเดย์เบด เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้สัก ให้อารมณ์ลักชัวรี่ท่ามกลางป่าใหญ่

ระเบียงห้องพักทำคล้ายกับสไตล์ของชาเลต์ที่สวิตเซอร์แลนด์

เย็นวันแรกเราดินเนอร์ที่ Baan Dhalia ห้องอาหารอิตาเลียนของอนันตราที่มีเชฟระดับโลกมารังสรรค์มื้ออร่อยให้เราแบบพิเศษ เริ่มด้วยซุปข้นสามสหาย เป็น tasting soup ด้วยเล็กๆ ให้เราชิม ได้แก่ ซุปมะเขือเทศ ซุปฟักทองผสมถั่วแมคคาเดเมีย และซุปเห็ดตามฤดูกาล ตามมาด้วยชีสมอสซาเรลลาและสลัดร็อกเก็ตกับพาร์มาแฮม ซึ่งใช้ผักไฮโดรโปนิกจากโครงการหลวง นอกจากนี้ยังมีพาสต้ามันบดกับซอสมะเขือเทศ และเนื้อสันในแองกัสย่างจากออสเตรเลียเสิร์ฟกับไวน์แดง ในขณะที่จานพิเศษอย่าง สปาเก็ตตี้ปรุงในชีสพาร์เมซาน เชฟออกมาตั้งโต๊ะผัดโชว์กันสดๆ ด้านนอก ไฟลุกโชนน่าตื่นตาตื่นใจมาก เราสามารถเลือกเส้นกับซอสเองได้ด้วย ส่วนเกลือที่ใช้ปรุงก็มีให้เลือกทั้งเกลือจากภูเขาและจากทะเล แต่ก็ล้วนดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

ห้องรับประทานอาหารเย็น Photo: Anantara Golden Triangle

เช้าวันต่อมา เราตื่นเช้ามากเพราะต้องไปแคมป์ช้าง จริงๆ แล้วเขาอยากให้เราไปปลุกช้างออกจากป่า แต่ดูเหมือนว่าช้างจะตื่นก่อนเราไปแล้ว เพราะถ้าเป็นตอนอยู่กรุงเทพฯ เวลาที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นนี่ไม่ใช่เวลาที่เราตื่นเป็นปกติแน่ๆ พนักงานเตรียมชุดม่อฮ่อมมาให้เราเปลี่ยนด้วย ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงและกลมกลืนกับควาญช้างจริงๆ ภารกิจวันนี้คือเราต้องขึ้นขี่ช้างแบบนั่งบนคอช้างโดยไม่มีเสลี่ยงและไม่มีควาญช้างนั่งไปด้วย เป็นครั้งแรกในชีวิต ถามว่ากลัวไหม บอกเลยว่ากลัวความสูงมากและผิวหนังของช้างก็หยาบมาก แถมมีขนหนาๆ ทิ่มตำผิวหนังเราด้วย แต่จริงๆ ช้างเป็นสัตว์ที่ใจดี และเมื่อเราคุ้นเคยกับจังหวะการนั่งและการทรงตัวแล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น

ควาญช้างจะอธิบายวิธีการเทรนช้างแบบละเอียด ตั้งแต่การขึ้นลงคอช้างในท่าต่างๆ การบังคับช้างให้เดินหน้าด้วยการพูดว่า “ไป” พร้อมกับเอาสองขาของเราเตะที่หลังหูช้าง ถ้าเตะหูขวาข้างเดียวคือให้เลี้ยวซ้าย และถ้าเตะหูซ้ายข้างเดียวคือให้เลี้ยวขวา ไปจนถึงการบอกให้หมอบลง ยืนขึ้น หรือเดินถอยหลังก็ได้ โดยที่เขาจะเดินตามไปกับเราด้วยเพื่อดูแลความเรียบร้อย ความน่าตื่นเต้นอยู่ที่ช้างพาเราเดินไปตามป่าเขา มีทางที่สูงชันบ้าง เป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง หรือไม่ก็ชนกิ่งไม้ใบหญ้าที่เราจะต้องหลบหลีกเอาเอง จนกระทั่งถึงแคมป์ช้าง

แคมป์ช้างอนันตราสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2003 ปัจจุบันมีช้างอยู่ประมาณ 25 ตัว และคนเลี้ยงช้างกว่า 60 คน ถือเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนพื้นที่และครอบครัวของเขา ให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ดูแลช้างที่เขารักและอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติโดยไม่ต้องไปทำงานในเมือง ในวันนั้น ฉันได้คุยกับฝรั่งวัยรุ่นสองคนที่มาฝึกงานที่แคมป์ด้วย คนหนึ่งมาจากสเปน อีกคนมาจากเยอรมัน เขาใส่ชุดม่อฮ่อมเหมือนเรา แล้วก็เฟรนด์ลี่มากๆ

หลังจากกิจกรรมขี่ช้าง เรามาทานเบรกฟาสต์ที่ Sala Mae Nam ในบรรยากาศแบบโอเพ่นแอร์ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย สามารถสั่งกาแฟขี้ช้างมาชิมได้ด้วย เพราะอนันตรารังสรรค์แบล็ก ไอวอรี่ คอฟฟี่ ที่มีรสชาติและกระบวนการไม่เหมือนใคร ว่ากันว่ามีราคาแพงที่สุดในโลกด้วย ส่วนคนที่ชอบทำอาหารเอง ที่นี่ยังมีกิจกรรม cooking class พาไปจ่ายตลาดที่เชียงแสน เพื่อเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเอง สร้างสรรค์เมนูด้วยตัวเอง โดยมีเชฟมาคอยดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เหมาะมากสำหรับคนที่มากับครอบครัว

Sala Maenam ห้องอาหารสำหรับช่วงอาหารเช้าและ Afternoon Tea (Photo: Anantara Golden Triangle)

ส่วนฉันขอไปเอนจอยกับสปาในยามบ่ายดีกว่า สำหรับอนันตราสปา มีห้องทรีตเมนต์แบบหรู 5 ห้อง ห้องสปาส่วนตัวพร้อมห้องอบไอน้ำในตัว และอ่างอาบน้ำหินขัดกลางแจ้งส่วนตัวซึ่งมองเห็นวิวลุ่มน้ำโขง มีทรีิตเมนต์ให้เลือกแบบที่เหมาะสมตามธาตุของเรา ฉันได้ลองนวดอโรมาซึ่งใช้น้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ ลดความเมื่อยล้าด้วยเทคนิคการนวด ทั้งลูบเบาๆ และนวดกดจุด ตามด้วยบอดี้ทรีตเมนต์ที่ทำจากน้ำผึ้งป่ากับน้ำตาลทรายแดงและกล้วยสุกหวานฉ่ำกับฟักทองสด ก่อนลงแช่ในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ เป็นอะไรที่ผ่อนคลายแบบลืมความเครียดจากการทำงานทุกอย่างไปเลย

สระว่ายน้ำไร้ขอบซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้ 3 ประเทศ ไทย พม่า ลาว

นอกจากนี้ด้านนอกก็มีสระว่ายน้ำที่เห็นวิวธรรมชาติแบบสุดลูกหูลูกตาด้วย เรียกว่าเห็นไปได้ไกลถึงฝั่งพม่าทั้งที่ตัวเรายังแช่น้ำอยู่ในสระ หรือถ้าใครชอบฟิตเนส เล่นเทนนิส ที่นี่ก็มีอุปกรณ์ครบครันไว้บริการ และถ้าอิ่มเอมกับกิจกรรมด้านในแล้ว จะออกไปเที่ยวใกล้ๆ อย่างหอฝิ่น พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม หรือจะออกไปเที่ยวทะเลสาบเชียงแสน พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยที่มีนกอพยพบินมาในหน้าหนาว ชมวิวที่จุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ แล้วนั่งเรือข้ามไปเที่ยวชายแดนฝั่งลาว ฝั่งพม่า ก็เหมาเรือข้ามไปได้เลย

การอยู่ตรงรอยต่อของสามประเทศไม่ได้มีแค่วิวสวยๆ แต่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น รวมไปถึงการเชื่อมโยงกันทางวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์เอามากๆ และมันกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง

Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort

Chiang Rai, Thailand Contact: +66 53 784 084

For reservation: https://goldentriangle.anantara.com