เอ็กซองโพรวองซ์ (Aix-en-Provence) คือเมืองเก่าที่นิยามเสน่ห์แห่งโพรวองซ์ได้ดี ตั้งอยู่ใกล้กับมาร์เซยย์ แต่เป็นเมืองเล็กและสงบกว่ามาก เป็นที่รู้จักว่าเป็นเมืองบ้านเกิดของศิลปินดังอย่าง ปอล เซซานน์ (Paul Cézanne) และมีทุ่งลาเวนเดอร์มากมาย เรานั่งรถบัสจากนีซมาลงที่นี่สถานีรถบัส Krypton ได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

กลายเป็นว่า เอ็กซองโพรวองซ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าเมืองเอ็กซ์เป็นเมืองที่เรารักมากที่สุดของทริปยุโรปครั้งนี้ สำหรับคนที่ชอบความเก่า ชอบประวัติศาสตร์และศิลปะ รวมถึงธรรมชาติที่สงบเงียบ เอ็กซ์รวมทุกอย่างไว้ในนี้ มันไม่ได้ทัวริสต์จ๋าเหมือนกับนีซ และไม่ได้กว้างใหญ่จนเดินทางไม่สะดวก ทุกอย่างค่อนข้างจะอยู่ใกล้ๆ กันหมด ค่ารถบัสในเมืองก็ถูกมาก เพียงเที่ยวละ 1.3 euro ผู้คนทั้งท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวก็ไม่หนาแน่น และมันมีอะไรน่ารักๆ แอบซ่อนอยู่ตามตรอกซอกมุมต่างๆ พร้อมให้เราไปค้นหามากมาย

บ้านพักสไตล์โพรวองซ์ชวนฝัน พร้อมสระว่ายน้ำ

เราเช่าบ้าน Airbnb ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเก่าแบบสามารถนั่งรถเมล์แค่ 2 ป้าย หรือจะเดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ต้องบอกว่าเป็นบ้านที่เหมาะสำหรับการมาพักในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่สุด เพราะมีสระว่ายน้ำที่มีเฉพาะครอบครัวเจ้าของบ้านและแขกที่มาพัก Airbnb สามารถไปใช้ได้ตามช่วงเวลาที่เขากำหนด โดยบ้านพักของเราจะเป็นสตูดิโอแยกออกมา ครบทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ครัว มีความเป็นส่วนตัว แต่ขณะเดียวก็ปลอดภัยเพราะอยู่ในรั้วเดียวกับบ้านของโฮสต์

บางคนก็มาเที่ยวที่นี่แบบไปเช้าเย็นกลับ ก่อนจะไปเยี่ยมเยือนเมืองอื่นในโพรวองซ์ต่อ แต่เราอยากแนะนำให้ทุกคนพักค้างที่นี่สัก 2-3 คืนเป็นอย่างน้อย เมืองที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่จริงๆ มันมีอะไรเยอะมากนะ

ย่านเมืองเก่าแสนน่ารัก – คาเฟ่ ร้านอาหาร ตลาดโพรวองซ์ และร้านขนมประจำเมือง

การเที่ยวเมืองเอ็กซ์ที่ง่ายที่สุดจะเริ่มจากบริเวณวงเวียนน้ำพุ (La Rotonde) เพราะอยู่ในเซ็นเตอร์ของเมืองเก่า ตรงนั้นจะมี mini tram หรือรถไฟเล็กๆ สำหรับพานักท่องเที่ยวทัวร์ไปพรีวิวเมืองเอ็กซ์ (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที) เลาะเลี้ยวตามซอกเล็กซอกน้อย ตรงจุดออกรถนั้น เราจะเห็นรูปปั้นของปอล เซซานน์ (Paul Cézanne) ยืนเด่นอยู่ในขนาดเท่าคนจริง เขาคือสุดยอดจิตรกรคนหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 19 มีความเชี่ยวชาญการเขียนภาพสีน้ำมันที่ถ่ายทอดโลกธรรมชาติผ่านฝีแปรงได้แบบสะท้อนทัศนะของศิลปินเองอย่างแยบยล เป็นศิลปินในช่วงยุคเดียวกับแวน โก๊ะห์ (Van Gogh) ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนสนิทกันและมีอิทธิพลต่องานของกันและกัน

จากวงเวียนน้ำพุ เราจะเดินตรงไปยัง กูร์ มิราโบ (Cours Mirabeau) ถนนสายหลักของย่านเมืองเก่าที่ในวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ ช่วง 8.00-13.00น. จะเป็นตลาด Provençal Market ขายอาหาร ของสดของแห้ง โปรดักต์ในโพรวองซ์ สิ่งพิมพ์เก่าเก็บ ภาพวาด แล้วก็เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ เคล้าคลอไปกับเสียงเพลงจากนักดนตรีเปิดหมวกแถวๆ น้ำพุ ทั้งคลาสสิก แจ๊ซ ป็อป บรรยากาศคึกคักและสดใสมาก

โดยรอบ Cours Mirabeau จะเต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ ซึ่งเราสามารถเดินลัดไปตามซอกซอยไปค้นหาร้านโปรดได้อย่างน่าสนุก และระหว่างทางจะเจอน้ำพุที่ดื่มได้มากมายเต็มไปหมด ว่ากันว่าทั่วทั้งเมืองเอ็กซ์มีน้ำพุเป็นร้อยแห่ง และแต่ละแห่งก็มีเรื่องเล่าด้วย สำหรับสองร้านขนมที่เราชอบสุดๆ ก็คือ Christophe Madeleine ร้านขายมาเดอเลนสูตรโฮมเมด หรือขนมไข่ฝรั่งเศสที่เป็นรูปทรงเปลือกหอยชุ่มฉ่ำเนย อบจนหอมกรุ่น มีทั้งรสดั้งเดิม รสช็อกโกแลต รสรัมเรซิน อัลมอนด์ เลือกผสมรสชาติได้ตามชอบ 6 ชิ้น 3.5 euro และ 13 ชิ้น 7 euro คนต่อแถวซื้อกันให้เพียบ อยู่ตรงถนน Gaston de Saporta

ส่วนอีกร้านคือ Monsieur Chou หรือ Mr. Chou มีขนมอบมากมายหลายชนิด รวมถึงชู อา ลา แครม (Chou a la crème) ที่ขึ้นชื่อของร้าน มีให้เลือกหลายรส แถมราคาก็เป็นมิตรมากๆ และบางวันยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปทำขนมด้วย ร้านนี้จะมีทั้งแบบนั่งทานในร้านและซื้อกลับบ้าน

ชมงานศิลปะในอาร์ตมิวเซียมหลายแห่ง และตามรอย Paul Cézanne

ภายในเมืองเก่ายังมีมิวเซียมแทรกตัวอยู่มากมาย เช่น Hotel de Caumont เดินไม่ไกลจาก Cours Mirabeau ที่นี่เป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นไพรเวทแมนชั่นในช่วงศตวรรษที่ 18 ถูกรีโนเวทให้เป็นศูนย์ศิลปะแห่งใหม่ มีทั้งหมด 3 ชั้น ด้านในตกแต่งอย่างหรูหราวิจิตร มีห้องสมุด มีห้องจัดแสดงสิ่งของล้ำค่าและงานศิลปะ ร้านขายของที่ระลึก มีคาเฟ่อยู่ในบริเวณสวน ซึ่งช่วงหน้าร้อนจะมีวงแจ๊ซมาขับกล่อม

Hotel de Caumont

ส่วนใครที่ชอบบรรยากาศของการนั่งปิกนิกผ่อนคลายในสวน เดินออกมาจากตัวเมืองเก่านิดหน่อยจะพบกับ ปาวิยง เดอ วองโดม (Pavillon de Vendome) พาวิลเลียนประวัติศาสตร์อีกแห่งที่ต้องไปเยือน สร้างโดยดยุคแห่งวังโดม และมีสถาปนิกผู้ออกแบบคือ ปิแอร์ ปาวิยง (Pierre Pavillon) ช่วงปี 1665-1667 และในช่วงหลังปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 ที่นี่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนคาทอลิกสำหรับนักเรียนหญิง จนกระทั่งปัจจุบันใช้เก็บสะสมงานศิลปะสำคัญอยู่หลายชิ้น มีสคัลป์เจอร์จากยุคกลาง รวมทั้งจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนด้วย ที่สำคัญสวนสวยมาก มีน้ำพุ ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ และเก้าอี้ให้เรานั่งพักผ่อน เปิด 10.00-12.00 และ 13.30-18.00

แต่สถานที่แสดงงานศิลปะที่เรายกให้เป็นที่หนึ่งและกลายเป็นสถานที่โปรดของเราก็คือ ศูนย์ศิลปะกาลิเฟต์ (Gallifet art center) ที่นี่ก็เคยเป็นไพรเวทแมนชั่นอายุกว่าร้อยปีเช่นกัน แต่เพิ่งจะมาเปิดให้บุคคลภายนอกได้เข้าชมก็เมื่อปี 2010 จุดเด่นอยู่ที่สวนหน้าอาคารที่เขาทำเป็นคาเฟ่บรรยากาศดี พื้นโรยหินกรวดแบบสวนเซน มีต้นไม้ใหญ่ ผู้คนมานั่งจิบกาแฟ พูดคุยกัน บ้างก็มากันเป็นครอบครัวใหญ่ บ้างก็จูงสุนัขมาด้วย เป็นบรรยากาศที่ช่างสงบสุขและทำให้เราสามารถนั่งอยู่ได้เป็นหลายชั่วโมงโดยไม่เบื่อ

Gallifet Art Center

สวนหินกรวดตรงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากปรัชญาแบบเซน ซึ่งทายาทของครอบครัวเจ้าของแมนชั่นแห่งนี้ นิโคลัส มาเซต์ (Nicolas Mazet) เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นหลายปีและได้รับอิทธิพลความเชื่อแบบตะวันออกมา เขายังจัดวางประติมากรรมชิ้นใหญ่ไว้ในลานแห่งนี้ด้วย นั่นคือ Nager dans le bonheur แปลเป็นไทยว่า การแหวกว่ายในความสุข ผลงานของศิลปินชาวเซเนกัล Diadji Diop

Atelier de Cézanne

สำหรับที่เที่ยวนอกเมืองเอ็กซ์ ที่พลาดไม่ได้เลยคือ Atelier de Cézanne หรือสตูดิโอทำงานศิลปะที่ปอล เซซานน์มาใช้ทำงานจริงๆ ทุกวัน ในช่วงปี 1902-1906 ที่ที่เขาสร้างสรรค์งานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซหลายสิบงาน ที่ปัจจุบันนำไปเก็บและจัดแสดงอยู่ตามมิวเซียมระดับโลก ห้องทำงานของเขาอยู่ชั้น 2 ของอาคาร สว่างโล่งด้วยผนังกระจกที่เปิดให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้ ด้านในจำลองจัดวางเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ทำงานแบบตอนที่ปอล เซซานน์ยังมีชีวิตอยู่ อย่างเช่นผลไม้ที่เขาเคยใช้เป็นแบบในการวาดรูป และบนโต๊ะก็ยังมีจดหมายส่วนตัวที่เซซานน์เคยเขียนหาโคลด โมเนต์ ศิลปินอิมเพรสชันนิสม์คนสำคัญของโลก ที่เป็นลายมือของเขาจริงๆ เก็บรักษาไว้อย่างดี

เที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ Terre Ugo

และหากอยากสำรวจกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสทางใต้ หรือเสน่ห์ในสไตล์โพรวองซ์จริงๆ ต้องไม่พลาดไปเยือนทุ่งลาเวนเดอร์ อย่าง Terre Ugo หรือ Maison de lavende ก็จะเริ่มเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน แต่ทุ่งลาเวนเดอร์จะบานสะพรั่งเป็นสีม่วงเหมาะกับการถ่ายรูปได้สวยงามจริงๆ ก็ต้องช่วงกรกฏาคม-สิงหาคม เราสามารถไปนั่งปิกนิกในทุ่ง ทานไอศกรีมรสลาเวนเดอร์ เลือกซื้อสบู่และเครื่องหอม หรือจะเข้าร่วมเวิร์กช็อปทำสบู่ลาเวนเดอร์ ก็สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย วิธีการเดินทางไปที่นี่ จากเมืองเก่าเอ็กซ์ สามารถไปขึ้นรถเมล์สาย 12 ได้ที่ Mouret Gare Routiere และลงป้าย Madeleine ที่ Puyricard

ปิดท้ายกันที่ Musee de Calissons – Le Roy René คือการไปบุกถึงพิพิธภัณฑ์และโรงงานผลิตขนมกาลิซง (Calisson) ขนมประจำเมืองที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเอ็กซองโพรวองซ์ มันคือขนมฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมที่ทำจากผลไม้หวานเนื้อเนียนสีเหลืองอ่อน โรยอัลมอนด์ป่นและไอซิ่งบางๆ เขาทำเป็นรูปทรงรีเพื่อเลียนแบบเมล็ดอัลมอนด์ ซึ่งที่นี่ก็จะมีข้อมูลให้เราได้เรียนรู้ความเป็นมาของขนม และส่วนประกอบความอร่อยต่างๆ รวมถึงแวะช็อปขนมกาลิซงกลับไปเป็นของฝากจากเอ็กซองโพรวองซ์ได้ด้วย จากเมืองเก่าเอ็กซ์ สามารถเดินทางมาง่ายๆ โดยขึ้นรถที่ Gare Routiere สาย 240 หรือ 250 มุ่งหน้า La Roque-d’antheron ลงป้าย Calisson ราคา 1.2 euro

ไม่ว่าจะเป็นสบู่ แยม ขนมอบ หรือถุงลาเวนเดอร์ที่เราซื้อกลับบ้านมาเป็นของที่ระลึก พวกมันต่างก็รวมเอากลิ่นของความทรงจำของเมืองน่ารักแห่งโพรวองซ์นี้เอาไว้ แบบที่เราจะไม่มีวันลืม

Travel Tips

  • บัตร City Pass หรือบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวในเมือง Aix-en-Provence ใช้ขึ้นรถสาธารณะในตัวเมืองเอ็กซ์และเข้าสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ในเมืองเอ็กซ์ได้หลายแห่ง สามารถสั่งซื้อได้ที่ Aix-en-Provence Tourist Office หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ https://www.aixenprovencetourism.com/en/tourist-pass/
  • จองกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองเอ็กซ์ล่วงหน้าทางออนไลน์ได้ที่ Aix-en-Provence Tourist Office

Leave a Reply