นี่เป็นประสบการณ์ชีวิตอีกครั้งที่จะสร้างความทรงจำไปยาวนาน ฉันกำลังจะเล่าถึงการมาเยือน Dwarika’s Sanctuary รีสอร์ตที่ผสมผสานแนวคิดทั้งความเชื่อทางศาสนา ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ งานหัตถศิลป์ และวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ครั้งแรกของฉันในเนปาล ณ เชิงเขาหิมาลัย บนความสูงราว 1,550 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ในช่วงชีวิตปีนี้ การเข้าสู่วัยกลางคนทำให้ฉันต้องพบเจอความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ทั้งเรื่องสุขภาพของตัวเอง สุขภาพของสัตว์เลี้ยง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ไปจนถึงทางแยกในด้านการงาน ชีวิตที่เคยเหมือนรถแล่นอยู่บนถนนและเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย อยู่ๆ ก็มาถึงจุดทางแยกที่ทำให้เราต้องหยุดพัก หยุดไตร่ตรองอะไรบางอย่าง

ฉันเลือกออกเดินทางไปเนปาล หลังจากเคยมีนักเดินทางจากเนปาล ซึ่งเป็นนักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางสังคม เคยมาพัก Airbnb ของฉันในกรุงเทพฯ และเขาทำให้ฉันรู้สึกว่าเนปาลมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่สนใจเรื่องธรรมชาติและแนวคิดทางปรัชญา

ภาพจำที่เราเคยมีเกี่ยวกับเนปาล ก็คือ ดินแดนแห่งยอดเขาสูงและวัดวาอาราม แต่ Dwarika’s Sanctuary นำเสนอประสบการณ์พักผ่อนท่ามกลางขุนเขาที่พาเราเดินทางเข้าสู่จิตใจของตัวเองไปด้วย ผ่านคำว่า Himalayan Wellness ซึ่งโฟกัสที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ร่างกายและจิตใจ และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล โดยมีพื้นฐานบนกรอบปรัชญา Pancha Kosha ซึ่งมีรากฐานจากคัมภีร์และแนวคิดโยคะของอินเดียโบราณ โดยมองว่าประสบการณ์ของมนุษย์ประกอบด้วยห้ามิติที่สัมพันธ์กัน ตั้งแต่ร่างกายที่จับต้องได้ ไปจนถึงมิติภายในที่ละเอียดอ่อนขึ้นตามลำดับ ทั้งห้ามิตินี้ประกอบด้วย Annamaya Kosha ซึ่งหมายถึงชั้นของร่างกายทางกายภาพ, Pranamaya Kosha หรือชั้นพลังชีวิต, Manomaya Kosha ซึ่งเกี่ยวข้องกับจิตใจและอารมณ์, Vijnanamaya Kosha ที่สัมพันธ์กับปัญญาและการหยั่งรู้ และ Anandamaya Kosha ซึ่งสื่อถึงชั้นแห่งความสุขสงบหรือความอิ่มเอมภายใน

ที่ Dwarika’s Sanctuary แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาตีความเป็นประสบการณ์จริงผ่านการเคลื่อนไหว การฝึกหายใจ การทำสมาธิ การบำบัดด้วยเสียง และการดูแลร่างกาย โดยแต่ละกิจกรรมมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เข้าพักค่อย ๆ เปลี่ยนความสนใจจากสิ่งรอบตัวกลับมาสู่ประสบการณ์ภายในของตนเอง

หนึ่งในประสบการณ์ที่น่าสนใจของ Dwarika’s Sanctuary คือ Sound Healing และ Pancha Kosha Himalayan Singing Bowl Therapy ซึ่งใช้เสียงและแรงสั่นสะเทือนจากขันโลหะที่เรียกว่า singing bowls เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายและทำสมาธิ

ระหว่างการบำบัด ผู้ฝึกจะใช้ไม้ตีหรือถูขันเพื่อสร้างเสียงที่มีความกังวานและเกิดฮาร์มอนิกหลายระดับ ในการบำบัดรูปแบบของ Sanctuary ขันอาจถูกวางไว้รอบตัวหรือบนร่างกายตามวิธีการของผู้ให้บริการ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของเซสชัน

ความน่าสนใจของประสบการณ์นี้อยู่ที่การฟังอย่างตั้งใจ เสียงหนึ่งอาจเริ่มต้นด้วยความชัดเจน ก่อนค่อย ๆ แผ่วลงและกลายเป็นความเงียบที่ผู้ฟังรับรู้ได้อย่างละเอียดขึ้น เมื่อเสียงใหม่ดังขึ้น เราอาจเริ่มสังเกตลมหายใจ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ หรือความคิดที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

สำหรับบางคน ประสบการณ์เช่นนี้อาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความวุ่นวายในความคิดได้ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้จิตใจว่างเปล่าเสียก่อน

แม้จะเป็นที่รู้จักในระดับสากลในชื่อ Tibetan singing bowls แต่ประวัติศาสตร์ของขันโลหะเหล่านี้มีความซับซ้อนกว่าชื่อที่ใช้กันทั่วไป งานศึกษาทางประวัติศาสตร์ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับต้นกำเนิดและการใช้ขันโลหะเพื่อการทำสมาธิในอดีต ขณะที่ช่างโลหะ Newar ในเนปาลมีบทบาทสำคัญในประเพณีการทำงานโลหะของภูมิภาคนี้ และขันโลหะก็มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการค้าหัตถกรรมของเนปาลด้วย

นอกจากนี้ยังมีหนึ่งในทรีตเมนต์ซิกเนเจอร์ของรีสอร์ตคือ Pancha Kosha Newari Massage Therapy ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทคนิคการนวดแบบ Newari โดยใช้จังหวะและแรงกดที่ค่อนข้างชัดเจน ร่วมกับน้ำมันที่ผสมสมุนไพร เช่น เมล็ดอัจเวนหรือ ajwain เมล็ดเฟนูกรีก และการบูร

คำว่า Newari หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชาว Newar ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญของหุบเขา Kathmandu มีภาษา ประเพณี ศาสนา สถาปัตยกรรม และงานหัตถศิลป์เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แม้ Dhulikhel จะตั้งอยู่นอกตัวเมือง Kathmandu แต่พื้นที่โดยรอบก็เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับชุมชน Newar

ยังมีอีกหนึ่งทรีตเมนต์ที่สะท้อนมิติทางวัฒนธรรมคือ Kwon Jyajo ซึ่งรีสอร์ตอธิบายว่าเป็นพิธีดูแลและฟื้นฟูผิวตามประเพณี Newari ที่เคยเชื่อมโยงกับช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยสาว โดยผสมผสานการนวดด้วยน้ำมันสมุนไพร การขัดผิวด้วยผงสมุนไพร การอบไอน้ำ และการดูแลผิวหน้า

ประสบการณ์ wellness ของ Dwarika’s Sanctuary ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในห้องทรีตเมนต์ รีสอร์ตยังนำเสนอพื้นที่และกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักกับภูมิประเทศโดยรอบ ตั้งแต่พื้นที่สำหรับโยคะและการฝึกหายใจ ไปจนถึงการเดินชมธรรมชาติและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับฟาร์ม

อาหารเป็นอีกส่วนหนึ่งของแนวคิดนี้ โดยรีสอร์ตระบุว่าครัวของที่นี่เชื่อมโยงกับผลผลิตจากฟาร์มและสวนเกษตรหลายแห่งในเนปาล วัตถุดิบตามฤดูกาลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ด้านอาหารที่สัมพันธ์กับแหล่งกำเนิด การได้เรียนรู้ว่าอาหารมาจากไหน ปลูกอย่างไร และสัมพันธ์กับภูมิประเทศแบบใด ช่วยให้เราเห็นอีกมิติหนึ่งของการเดินทาง ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาวะส่วนบุคคลเข้ากับสิ่งแวดล้อมและชุมชนผู้ผลิต

ในบริบทของเนปาล ความหลากหลายของภูมิประเทศตั้งแต่ที่ราบ Terai ไปจนถึงเนินเขาและเทือกเขาสูง ทำให้วัตถุดิบ วิถีเกษตร และอาหารของแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันอย่างมาก การรับประทานอาหารท้องถิ่นจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการทำความรู้จักประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว

บางทีสิ่งที่นักเดินทางนำกลับไปจากการเข้าพักอาจไม่ใช่เพียงความทรงจำเกี่ยวกับวิวภูเขาหรือช่วงเวลาที่ได้พักผ่อน แต่เป็นคำถามใหม่เกี่ยวกับวิธีใช้ชีวิตของตัวเอง เราให้เวลากับร่างกายมากพอหรือไม่ เราฟังเสียงรอบตัวอย่างตั้งใจแค่ไหน และเรายังมีพื้นที่เงียบสงบให้ตัวเองได้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ บ้างหรือเปล่า

ท่ามกลางภูมิประเทศที่ทอดตัวไปสู่แนวเขาหิมาลัย Dwarika’s Sanctuary ชวนให้มองการเดินทางเป็นมากกว่าการเปลี่ยนสถานที่ แต่เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง พร้อมกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับโลกที่เราอาศัยอยู่

ดูรายละเอียดที่พักได้ที่ https://dwarikas.com/sanctuary

Anya T.
นักเขียน/นักดนตรี ที่นอกจากเล่นเชลโลแล้ว ยังชอบออกเดินทางคนเดียวอยู่เสมอๆ มิวเซียม ตลาดของเก่า ร้านกาแฟ และเมืองที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่คือสถานที่ที่เธอชอบไป

Leave a Reply