เมื่อโจทย์คือ “การอยู่ร่วมกันของความเก่าและความใหม่” เราว่า ROYS Hotel Bangkok เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่นำเสนอเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ
เพราะถ้ามองจากภายนอก โรงแรมในย่านพระราม 9 แห่งนี้อาจไม่ได้มีหน้าตาที่โดดเด่นจนทำให้ต้องหยุดมอง แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างในและได้รู้จักเรื่องราวของอาคาร กลับพบว่าที่นี่มีรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจ ตั้งแต่งานศิลปะ การออกแบบภายใน ไปจนถึงวิธีที่เจ้าของรุ่นใหม่เลือกจะปรับธุรกิจของครอบครัวให้เข้ากับคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ได้ทิ้งสิ่งที่มีอยู่เดิมไปทั้งหมด

จาก Serviced Apartment สู่ Lifestyle Hotel
อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2540 เดิมเป็น serviced apartment ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโรงแรมในชื่อ Royal Suite โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวแบบ corporate และกรุ๊ปทัวร์จากต่างประเทศ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทายาทรุ่นลูกเข้ามาสานต่อธุรกิจ และมองเห็นโอกาสที่จะนำโรงแรมกลับมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้เข้ากับพฤติกรรมของนักเดินทางในปัจจุบัน ชื่อ Royal Suite จึงเปลี่ยนมาเป็น ROYS Hotel Bangkok พร้อมกับการปรับดีไซน์และ positioning ใหม่ จากโรงแรมที่เน้นการเข้าพักแบบดั้งเดิม สู่ Lifestyle Hotel ที่ต้องการดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่มากขึ้น โดย คุณ วิสูตร สุขพงษ์ จาก V2 Design Studio (วีทู ดีไซน์ สตูดิโอ) เลือกใช้แนวคิด Kintsugi และ Wabi-Sabi เป็นแกนกลางในการตีความความสัมพันธ์ระหว่างเก่าและใหม่ ผ่านวัสดุ พื้นผิว โทนสี และแสง ขณะเดียวกันก็เก็บเรื่องราวของครอบครัวและความผูกพันของผู้ก่อตั้งเอาไว้ในรายละเอียดต่าง ๆ ของโรงแรม

ปัจจุบันประมาณ 90% ของผู้เข้าพักเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งน่าสนใจตรงที่ว่า แม้พระราม 9 จะไม่ใช่ย่านแรก ๆ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงการมาเที่ยวกรุงเทพฯ แต่ ROYS กลับสามารถสร้างเหตุผลอื่นให้คนเลือกมาพักที่นี่ได้ และหนึ่งในนั้นคือประสบการณ์ที่โรงแรมพยายามสร้างขึ้นภายในพื้นที่ของตัวเอง
เมื่อช้างจากอดีตกลับมาอยู่ในงานศิลปะร่วมสมัย
สิ่งแรกที่ทำให้เราหยุดมองเมื่อเข้ามาในล็อบบี้ คือผลงานศิลปะของ นักรบ มูลมานัส ศิลปินไทยที่มีลายเซ็นชัดเจนในการหยิบเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมไทยมาผสมกับภาพจำและอิทธิพลจากโลกตะวันตก แต่ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่การนำงานของศิลปินร่วมสมัยมาจัดแสดงในโรงแรม เพราะเมื่อฟังเรื่องราวของ ROYS มากขึ้น เราพบว่างานศิลปะเป็นสิ่งที่เชื่อมระหว่างโรงแรมในอดีตกับปัจจุบันได้อย่างพอดี งานศิลปะจากรุ่นคุณพ่อ โดยเฉพาะผลงานชิ้นใหญ่ที่มี “ช้าง” เป็นองค์ประกอบหลัก ยังคงได้รับการเก็บรักษาและจัดวางอยู่บริเวณชั้นล่างของโรงแรม ขณะที่รุ่นลูกเลือกเติมงานร่วมสมัยเข้ามา โดยชวนนักรบมาสร้างผลงานใหม่สำหรับพื้นที่แห่งนี้ ช้างจึงถูกหยิบมาตีความอีกครั้งในผลงาน Garden of Earthy Delights

จากสิ่งที่เคยมีอยู่ในบ้านและธุรกิจของครอบครัว กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ใหม่ของโรงแรม โดยไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการนำของเก่ามาวางไว้เพื่อให้ดู “วินเทจ” แต่เป็นการนำเรื่องราวเดิมมาต่อบทสนทนากับงานร่วมสมัย
ห้องพักที่เน้นความเรียบง่าย แต่ไม่ไร้บุคลิก
ในส่วนของห้องพัก ทุกประเภทได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ โดยภาพรวมมีความคลีนและร่วมสมัย แต่ยังคงความรู้สึกอบอุ่นจากการเลือกใช้วัสดุและเท็กซ์เจอร์ต่าง ๆ สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือการใช้ผ้าในหลายส่วนของโรงแรม ตั้งแต่พรมบริเวณทางเดิน พรมในห้องพัก โซฟา แผ่นบุหัวเตียง ไปจนถึงผ้าม่านที่มีความหนาเป็นพิเศษ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างบรรยากาศ แต่ส่งผลต่อประสบการณ์ในการพักจริงด้วย เพราะเมื่อประกอบเข้ากับโครงสร้างเดิมของอาคาร ซึ่งเป็นอาคารเก่าที่มีผนังค่อนข้างหนา ห้องพักจึงให้ความรู้สึกเงียบกว่าที่คาดไว้มาก


เราได้ลองยืนอยู่บริเวณกระจกหน้าต่างของห้องพัก ซึ่งมองออกไปเห็นรถวิ่งอยู่บนทางด่วน แต่แทบไม่ได้ยินเสียงจากด้านนอกเลย สำหรับโรงแรมในเมือง นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลกับคุณภาพการพักมากกว่าที่คิด
ราคาห้องพักเริ่มต้นอยู่ที่ราว ๆ ไม่ถึง 2,000 บาทต่อคืน ขึ้นอยู่กับประเภทห้องและช่วงเวลา ทำให้ ROYS อยู่ในกลุ่มโรงแรมที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับนักเดินทางที่ต้องการมากกว่าห้องพักราคาประหยัดทั่วไป และมีผู้เข้าพักชาวต่างชาติรายหนึ่งถึงกับเปรียบเทียบประสบการณ์ของที่นี่กับโรงแรมที่เขาเคยพักในราคา 8,000 บาทต่อคืน โดยมองว่าห้องพักที่ ROYS ให้ทั้งความสบายและความคุ้มค่ามากกว่า

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ได้มีไว้แค่ให้ครบ
อีกส่วนที่ทำให้ ROYS แตกต่างจากภาพจำของโรงแรมราคาจับต้องได้ คือการใส่ใจในพื้นที่ส่วนกลางและ facilities โรงแรมมีฟิตเนสที่ใช้เครื่องออกกำลังกายจาก Technogym รวมถึงสระว่ายน้ำบน rooftop ซึ่งเปิดโล่งรับลมและวิวของเมือง สำหรับนักเดินทางที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวตลอดทั้งวัน พื้นที่เหล่านี้ทำให้โรงแรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพัก ไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับกลับมานอนหลังจากเที่ยวเสร็จ

อีกบริการที่น่าสนใจคือ shuttle service ที่รับส่งผู้เข้าพักไปยังจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ โดยเลือกใช้รถไฟฟ้า XPENG ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนภาพลักษณ์ของโรงแรมที่พยายามจับกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ ทั้งเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยี การเดินทาง และ sustainability จึงถูกนำมาอยู่ในประสบการณ์เดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องทำให้โรงแรมดู futuristic จนหลุดจากบริบทเดิม

แล้วทำไมต้องพระราม 9?
นี่อาจเป็นคำถามที่น่าสนใจที่สุด เพราะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ย่านอย่างพระราม 9 อาจไม่ได้อยู่ใน shortlist เดียวกับย่านเมืองเก่าหรือพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอยู่แล้ว แต่ ROYS เลือกที่จะไม่แข่งขันด้วยการพยายามทำให้โลเกชั่นของตัวเองเป็นสิ่งที่มันไม่ได้เป็น ในทางกลับกัน โรงแรมเลือกเติมเหตุผลอื่นเข้าไป ทั้งดีไซน์ ศิลปะ สิ่งอำนวยความสะดวก ความเงียบของห้องพัก การบริการรับส่ง และบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ทำให้การพักที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “อยู่ใกล้ tourist attraction แค่ไหน” เพียงอย่างเดียว และอาจเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผู้เข้าพักต่างชาติรู้สึกว่าโรงแรมแห่งนี้ให้บรรยากาศคล้ายบ้านมากกว่าโรงแรมขนาดใหญ่ในเมือง

ROYS Hotel Bangkok จึงไม่ใช่แค่การรีโนเวตโรงแรมเก่าให้สวยขึ้น แต่คือวิธีคิดของการปรับธุรกิจครอบครัวให้เดินต่อไปได้ โดยยังรักษาสิ่งที่มีคุณค่าจากรุ่นก่อนเอาไว้ งานศิลปะชิ้นเดิมยังอยู่ ขณะที่มีงานใหม่เข้ามาเล่าเรื่องต่อ โครงสร้างของอาคารเดิมยังมีประโยชน์ ขณะที่ภายในได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ธุรกิจยังคงอยู่ในครอบครัว แต่กลุ่มลูกค้าและวิธีนำเสนอโรงแรมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ท้ายที่สุดแล้ว “ความเก่า” กับ “ความใหม่” อาจไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง บางครั้งการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น โดยไม่ลืมว่ามันเคยเป็นอะไร ก็อาจทำให้เกิดพื้นที่ที่มีทั้งคาแร็กเตอร์ และความร่วมสมัยไปพร้อมกัน
ดูข้อมูลเพิ่มเติม ROYS Hotel ได้ที่ https://www.theroyshotel.com/th/














