เมืองริมทะเลสาบที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรียอย่าง ฮัลล์สตัทท์ (Hallstatt) ได้ชื่อว่ามีบรรยากาศที่สวยงามติดอันดับโลก ด้วยแลนด์สเคปที่มีเทือกเขาแอลป์โอบล้อม มีสถาปัตยกรรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ดูน่ารักสดใส แม้จะเป็นเมืองเล็กนิดเดียว แต่นักท่องเที่ยวมากันไม่ขาดสาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชีย

ปลายเดือนพฤษภาคม เราได้มีโอกาสมาที่นี่เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีเลยทีเดียวค่ะ เนื่องจากประเทศต่างๆ เพิ่งคลายกฎการเดินทางจากโควิดใหม่ๆ นักท่องเที่ยวเลยยังไม่เยอะ ยังไม่มีทัวร์มาลง เราก็เลยได้มุมถ่ายรูปที่เห็นวิวปังแบบไม่มีอะไรมากั้น อย่างวิวโบสถ์ Evangelische Pfarrkirche Hallstatt จะเป็นวิวที่มักเห็นในโปสการ์ด ใครมาเที่ยวก็ต้องถ่ายมุมนี้

อีกเหตุผลหนึ่งของความเหมาะเจาะในการมาเที่ยวช่วงเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นปลายช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าสดใส ดอกไม้บาน เดินเล่นได้อย่างสบายใจและอิ่มเอมมากๆ แต่ที่จริงแล้วเราสามารถมาเที่ยวฮัลล์สตัทท์ได้หลายช่วงเลยนะคะ เพราะแต่ละฤดูกาลก็มีความงามแตกต่างกันไป ใครอยากได้โทนฟ้าจัดๆ ก็ต้องมาช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ (มีนาคม-พฤษภาคม) และถึงแม้จะเลยไปถึงช่วงฤดูร้อน ที่นี่ก็ไม่ได้ร้อนมากค่ะ แต่ถ้าอยากได้โทนวอร์มๆ หน่อย ก็ต้องมาเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) ซึ่งก็จะเห็นใบไม้รอบๆ เมืองกำลังผลัดสี เป็นส้ม น้ำตาล

หรือถ้าคนที่ชอบฟีลแบบ snow อยากจะมาตอนฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ถ้าทนอากาศหนาวไหว ก็จะได้เห็นเทือกเขาแอลป์ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว อลังการมากๆ ขณะที่ในโซนหมู่บ้านเขาก็จะตกแต่งต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส น่ารักเหมือนในเทพนิยาย

ถ่ายจากบนเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากมายังหมู่บ้านใน Hallstatt

ครั้งนี้เรามาเที่ยว Hallstatt แบบเดย์ทริป โดยเดินทางจากเมืองซาลส์บูร์ก (Salzburg) ด้วยรถบัส ซึ่งถือว่าเร็วกว่ารถไฟนิดหน่อย รวมแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที

9.15 ขึ้นรถบัสสาย 150 ที่ Sudtiroler Platz Bus Terminal ช่องจอดรถบัสอยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟหลักของเมือง Salzburg Hbf (สามารถซื้อตั๋วที่คนขับหรือตู้ขายตั๋วอัตโนมัติที่สถานีก็ได้) ค่ารถบัส 12 euro
11.24 ถึง Hallstatt Train Station
11.30 ขึ้นเรือเฟอร์รี่ไปยัง Hallstatt (ไปกลับคนละ 7 euro)
แค่วิวจากบนเรือเฟอร์รี่ก็สุดยอดมากๆ แล้ว

การเดินทางไม่ต้องกลัวหลงเลย เพราะคนมาเที่ยวฮัลล์สตัทท์กันเยอะมาก ถ้าขึ้นรถบัสได้แล้ว ที่เหลือก็แค่เดินตามฝูงชนไป ทุกคนไปขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน และเรือลำเดียวกันทั้งนั้นค่ะ เราเองก็ได้เจอเพื่อนใหม่ระหว่างเดินทาง เป็นแอร์โฮสเตสจากดูไบ มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน เลยได้นั่งเมาท์กันไปตลอดทาง แล้วก็โชคดีที่มีคนถ่ายรูปให้ซะงั้น

จัตุรัสกลางเมือง Townsquare

เมืองฮัลล์สตัทท์ก็เล็กอย่างที่เขาว่าจริงๆ ค่ะ เดินแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ครบหมดแล้ว แต่เสน่ห์ของมันคือการมาใช้เวลาเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องรีบเร่งนี่แหละ ได้ปล่อยให้ลมเย็นจากแถวทะเลสาบมาปะทะหน้า นั่งมองฝูงหงส์ว่ายน้ำ แล้วก็ไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน นั่งกินอะไรอร่อยๆ ที่ร้านอาหารริมทะเลสาบ ในช่วงเวลาที่สงบเงียบแบบนี้ ก็ฟินแล้ว

จุดที่ควรต้องไป นอกจากวิวที่มองเห็นโบสถ์แล้ว ก็จะมีจัตุรัสกลางเมือง Townsquare อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ ก่อนจะไปเดินดูบ้านน่ารักๆ ที่เป็นบ้านไม้อัลไพน์เหมือนในนิทาน หาไอศกรีมกินสักถ้วย แล้วก็แวะร้านขายของที่ระลึก มีของน่ารักขายเพียบเลย เราเจอน้องแมวตัวนี้ที่หน้าร้านด้วย

อีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายคนมักจะมาทำกันที่ Hallstatt ก็คือการเข้าเหมืองเกลือ ซึ่งเราต้องนั่งรถราง (Funicular) ขึ้นไป จากสถานี Salzbergbahn Hallstatt อยู่ไม่ไกลจากจุดจอดรถบัสหลักของเมือง

นั่งรถรางขึ้นเขา

ราคาขึ้น Funicular จะมีให้เลือกว่าจะขึ้นไปเดินชมวิวอย่างเดียว หรือจะเข้าเหมืองเกลือด้วย ซึ่งการเข้าเหมืองเกลือต้องใช้เวลาเยอะพอสมควร ถ้าหากมีเวลาพอ ก็ซื้อตั๋วรวมไปเลย จะได้ราคาที่ถูกกว่า แต่ถ้าคนที่มีเวลาไม่เยอะ ซื้อตั๋วเฉพาะ Funicular ไปกลับก็ได้ แค่ขึ้นไปชมวิว Hallstatt ในมุมสูงก็คุ้มมากๆ แล้วค่ะ

วิวทะเลสาบเมือง Hallstatt มุมสูงจากยอดเขา
Skywalk และ Rudolf’s Tower

เมื่อขึ้นรถรางมาถึงด้านบนแล้ว จะมีจุดเที่ยวหลักๆ ได้แก่ Rudolf’s Tower ที่สมัยก่อนเขาใช้เป็นป้อมปราการ แต่ปัจจุบันทำเป็นร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว จากตรงนั้นให้เดินต่อมายัง Skywalk ซึ่งมองเห็นวิวได้สวยมากๆ ถ้าจะถ่ายรูปต้องรอคิวนานนิดนึงนะคะ เพราะมุมนี้ฮอตมาก และสุดท้ายคือเหมืองเกลือ Salzwelten Hallstatt ที่ถือว่าเป็นเหมืองเกลือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ จาก Skywalk ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกราวๆ 15 นาที แต่ก็มีเก้าอี้ข้างทางให้นั่งพักเป็นระยะ (เรานั่งทุกเก้าอี้ที่ผ่านเลยค่ะ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้เดินเยอะแบบนี้ 555)

ถ้าถามว่าทำไมเหมืองเกลือถึงได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของฮัลล์สตัทท์ ก็ต้องบอกว่าเหมืองเกลือ Salzwelten Hallstatt แห่งนี้มีอายุมากกว่า 7,000 ปี มีมาตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาลซะอีก ซึ่งในสมัยก่อน สำหรับประเทศที่ไม่ติดทะเลอย่างออสเตรียนี้ เกลือถือว่าเป็นของมีค่ามาก ถึงขั้นมีคำเรียกเกลือว่า White Gold ความน่าทึ่งก็คือ ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีมากมาย คนงานเหมืองเขาต้องอดทนมากๆ เพราะมีเพียงแรงมือแรงกายเท่านั้นที่ใช้ในการขุดเจาะอุโมงค์ทีละนิด ไปได้ลึกถึง 65 กิโลเมตร!

การเข้าชมเหมืองเกลือ Salzwelten จะแบ่งตารางเวลาเป็นรอบๆ และเขาจะมีเจ้าหน้าที่นำชมพร้อมอธิบายความเป็นมา ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ด้านในเราได้พบประวัติศาสตร์มากมาย รวมทั้งโครงกระดูกของคนงานทำเหมือง ที่สันนิษฐานกันว่า ชายคนนี้มีอายุราวๆ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ด้วยคุณสมบัติการเก็บรักษาของเกลือทำให้โครงกระดูกยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ตรงทางออกของเหมืองจะมีสไลเดอร์ที่คนงานเหมืองเคยใช้จริงๆ ให้เราได้ลองนั่งลื่นลงมา เรียกความตื่นเต้นสักเล็กน้อย

พอถึงช่วงเย็นย่ำ เราต้องรีบกลับมาขึ้นเรือเฟอร์รี่ให้ทัน เพราะเรือรอบสุดท้ายมีถึงแค่ 18.15 แต่ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศช่วงเย็นของการล่องเรือนั้นดีสุดๆ ด้วยแสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิที่ยังคงสาดส่อง ทำให้ความประทับใจในการมาเยือนเมืองเล็กๆ แสนโรแมนติกแห่งนี้ จะตราตรึงไปอีกนาน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว Hallstatt ได้ที่ https://www.facebook.com/faszinationsalzwelten และการท่องเที่ยวออสเตรียได้ที่ https://www.austria.info/en

Leave a Reply